Connect
To Top

The Cow ป้ายจราจรอัจฉริยะและระบบจราจรใหม่ เพื่อนักปั่น

The Cow หรือ”วัว”ที่เราจะพูดถึงนี้จึงไม่ใช่แค่วัวที่เดินข้ามถนนแต่เป็นสัญญาณจราจรที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและวิจัยในอังกฤษ มันชื่อ”ฟีทส์โฟล”(Fietsflo) เป็นป้ายจราจรฉลาดสำหรับนักขี่จักรยานโดยเฉพาะ

ในการขี่จักรยานบนถนนแถบชนบท ถ้าหากพบวัวเดินข้ามถนนมาเราคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยุดให้วัว(ตัวเดียวหรือหลายตัว)เดินข้ามไปก่อน คำว่าวัว(cow)ในภาษาอังกฤษนั้นนอกจากแปลว่าวัวแล้วยังมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่ต้องหยุดเมื่อเห็น อันหมายถึงป้ายจราจรและสัญญาณไฟต่างๆสำหรับป้องกันอุบัติเหตุทางถนนสำหรับผู้ขับขี่ยวดยานทั่วไป ทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์และจักรยาน

%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b0-2
The Cow หรือ”วัว”ที่เราจะพูดถึงนี้จึงไม่ใช่แค่วัวที่เดินข้ามถนนแต่เป็นสัญญาณจราจรที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและวิจัยในอังกฤษ มันชื่อ”ฟีทส์โฟล”(Fietsflo) เป็นป้ายจราจรฉลาดสำหรับนักขี่จักรยานโดยเฉพาะ เพื่อช่วยลดความหงุดหงิดและไม่มั่นใจกับการคาดคะเนว่าเมื่อใดควรจะเร่งฝีเท้าหรือเมื่อใดควรจะหยุดเมื่อมาถึงทางแยก เนื่องจากการเร่งเครื่องหรือหยุดแล้วเริ่มปั่นใหม่นั้นใช้แรงคน ต่างจากยานยนต์ที่สามารถเร่งความเร็วได้ทันใจเพียงเหยียบแป้น

ป้ายจราจรนี้จะตั้งอยู่ห่างจากสัญญาณไฟจราจร120เมตร อันเป็นระยะเหมาะสมที่จะวัดความเร็วของจักรยานที่เราขี่แล้วแสดงสัญลักษณ์หรือข้อความแนะนำ ตามที่ยาน-เปาล์ เดอ แบร์ หัวหน้าทีมทดลองแห่งสปริงแล็บ(SpringLab)แห่งเนเธอร์แลนด์แดนจักรยานที่กำลังสร้างเทคโนโลยีนี้บอก คือ”ถ้าป้ายขึ้นสัญญาณรูปกระต่ายคือคุณต้องเร่งปั่นเร็วขึ้น มีรูปหัวแม่มือคู่ชูขึ้นคือคุณต้องคงความเร็วไว้เพื่อขี่ให้ทันสัญญาณไฟเขียว มีรูปเต่าก็คือคุณต้องปั่นให้ช้าลง แต่ถ้ามีรูปวัวนั่นคือคุณไม่มีทางไปทันไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดงแน่นอน”

เดอ แบร์ให้ความคิดเห็นว่าการขี่จักรยานคือหนึ่งในหลายๆวิธีที่ทำให้เราได้เคลื่อนไหว แต่ในหลายๆเมืองก็ขี่จักรยานได้ลำบากเพราะมีสัญญาณไฟจราจรอยู่มาก ดังนั้นภารกิจของเราคือทำให้การขี่จักรยานในเมืองของคุณสนุกขึ้นและลดความเครียดจากจราจรลงให้มากที่สุดครับ และจากการวิจัยของเราพบว่าป้ายแบบนี้ทำให้การจราจรเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว”

ป้าย”ฟีทส์โฟล”(คำว่า fiets ในภาษาดัทช์แปลว่าจักรยาน)ในโครงการทดลอง ได้ถูกติดตั้งไปหลายจุดเมื่อเดือนพฤษภาคมในย่านการจราจรคับคั่งของเมืองอูเทรคท์ และสปริงแล็บกำลังนำมันไปทดลองอีกหลายเส้นทางในเมืองไอน์โฮเฟนและเมืองอันทแวร์ปของเบลเยียม ประเทศเพื่อนบ้านของเนเธอร์แลนด์นั่นเอง

การใช้ถนน เป้าหมายคือทำให้การใช้ถนนทั้งด้วยจักรยานและด้วยการเดินเท้าเคลื่อนที่ไปได้เร็วขึ้น เมื่อหลายเมืองในเนเธอร์แลนด์มีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้นและต้องหาทางแก้ไข มิฉะนั้นจะนำไปสู่สภาวะการจราจรติดขัดขั้นรุนแรง ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียทั้งด้านสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

มีอีกหลายเมืองที่เสนอโครงการเพื่อความเปลี่ยนแปลง เช่นกรุงออสโลเมืองหลวงของนอร์เวย์ที่เสนอให้มีพื้นที่ปลอดรถยนต์แล้วสนับสนุนให้ใช้จักรยานไฟฟ้ามากขึ้น กรุงปารีสสนับสนุนให้งดใช้รถยนต์ในบางวันและบางพื้นที่ ขณะที่กรุงอัมสเตอร์ดัมวางแผนไว้ว่าจะทำให้รถแท็กซี่ทุกคนให้เป็นรถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าให้ได้ในปี 2025 แล้วห้ามใช้รถที่ปล่อยมลพิศมากในย่าน”ปลอดมลพิษ”ให้ได้ภายในปีหน้านี้

แต่มาตรการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดอาจถูกมองว่ารุนแรงเกินไปและไม่เป็นที่ยอมรับต่อคนในสังคม ซูแซน แกรนท์-มุลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศแห่งสถาบันคมนาคมศึกษา มหาวิทยาลัยลีดส์กล่าว ซึ่งแกรนท์-มุลเลอร์กำลังทำโครงการศึกษาถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการคมนาคมของคนในหลายเมืองใหญ่ของยุโรป อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เมืองต่างๆน่าอยู่ยิ่งขึ้น

เธอกล่าวว่า”ในเมืองที่พัฒนาแล้วหลายๆเมืองของเราการออกแบบผังเมืองใหม่คงไม่ใช่ทางเลือก เราจึงต้องมองหาเทคโนโลยีเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ โดยจะพยายามทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการคมนาคมให้ได้อย่างน้อย5เปอร์เซ็นต์ค่ะ”

%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b0

การทำงานป้ายจราจรอัจฉริยะ

ไม่มีแผนใดหรอกที่จะเป็นยาขนานเอกเพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดในหลายๆเมือง แกรนท์-มุลเลอร์บอก แต่การใช้มาตรการเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ผสมผสานกันจะสนับสนุนให้คนหันมาคิดทบทวนทางเลือกที่ตนเลือก “คือการทำให้คนเปลี่ยนวิถีที่เคยทำมาแต่ก่อนในด้านการใช้รถยนต์ส่วนตัว การใช้จักรยานและการเดินถนนให้สะอาดขึ้น แล้วก็ทำระบบขนส่งมวลชนให้ดีและพอเพียงต่อความต้องการ”

มีอยู่โครงการหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ที่วางเป้าไว้ว่าจะช่วยให้การจราจรเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น ด้วยการกระตุ้นให้คนเดินถนนมีสำนึกในด้านการใช้ถนนและข้ามถนนตามที่สัญญาณบอก แทนที่จะข้ามกันตามใจจนมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย การทดลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ได้เริ่มแล้ว ด้วยไฟเขียวและไฟแดงที่ติดเป็นเส้นตรงบนพื้นถนนในโครงการโบเดอะกราเฟน-รียูวิค ไฟสว่างบนพื้นนี้ไม่เพียงเรียกร้องความสนใจของคนที่ชอบเดินก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟนเท่านั้น ยังมองเห็นได้ง่ายด้วยสำหรับเด็กและผู้สูงอายุที่เดินเหินอย่างไม่ค่อยคล่องตัว มาร์ค โฮฟมันผู้จัดการด้านธุรกิจของเอชไอจี ทราฟฟิก ซิสเต็มกล่าว

สำหรับในอังกฤษ การเปลี่ยนแปลงสัญญาณไฟจราจรสามารถทำให้รถพยาบาลจำนวน75เปอร์เซ็นต์ไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้นอีก8นาที ซึ่งสร้างความแตกต่างได้ระหว่างความเป็นและความตาย แร็กกี จาห์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์แห่งบริษัทเทคโนโลยีเรด นินจา(Red Ninja Technology) กำลังทำงานร่วมกับคู่ค้าอีกสามบริษัทโดยรัฐบาลสนับสนุนเงินทุน 600,000 ปอนด์ ในการสร้างแอ็พพลิเคชั่นที่จะเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจรได้ในเวลาอันเหมาะสม เพื่อช่วยให้รถพยาบาลฝ่าการจราจรติดขัดช่วงเร่งด่วนไปได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ เรด นินจายังทำโครงการเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้รถโดยสารประจำทางในเมืองเบโล โอริซอนเตของบราซิลด้วย เพื่อลดความแออัดในการใช้รถประจำทางสาธารณะ และตอบสนองต่อความต้องการด้านต่างๆของเมืองใหญ่ๆทั่วโลก

มีเทคโนโลยีอื่นๆอีกที่กำลังถูกนำมาใช้เคลียร์ถนนด้วยการเอื้ออำนวยให้มีที่จอดมากขึ้น ปลายปีนี้บริษัทพาร์คลีที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลิสบอนจะสร้างระบบสแกนและปล่อยแอ็พพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลด เพื่อช่วยให้คนขับรถยนต์ในเมืองสามารถหาที่จอดได้ง่ายขึ้น บรูโน นาสซิเมนโตผู้ร่วมก่อตั้งพาร์คลีกล่าวว่า “ในที่สุดรถจำนวนมากก็จะถูกระบายออกจากย่านกลางเมืองได้ และจะมีที่จอดรถเพิ่มขึ้น”

แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่เชื่อว่านอกจากเทคโนโลยีแล้วการเปลี่ยนแปลงวิธีการออกแบบถนนยังช่วยให้การจราจรไหลเวียนได้ดีขึ้นเช่นกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์นอร์แมน การ์ริกจากมหาวิทยาลัยคอนเน็คติคัท ผู้ศึกษาถึงการแบ่งปันที่ว่างบนถนนว่าจะทำให้เกิดผลดีกับทั้งคนเดินเท้าและยวดยาน กล่าวว่าเราต้องกลับมาทบทวนใหม่ในเรื่องความเคลื่อนไหวของเมืองหลายๆเมือง

%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b0-3

“ปรัชญานี้มีกำเนิดมาจากอเมริกาครับ คือเราต้องแยกคนออกจากเครื่องจักรซึ่งจะให้ความสำคัญเร่งด่วนต่อยานพาหนะที่ทำลายสภาพแวดล้อมเสียก่อน” การ์ริกกล่าว โดยเทคโนโลยีสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในเมืองได้ แต่”มันก็ทำให้ชีวิตยากลำบากขึ้นได้เหมือนกันถ้าเราเดินทางด้วยรถความเร็วสูง เราต้องเปลี่ยนหลักคิดของวิศวกรให้มันเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและกับคนมากขึ้น อย่างเช่นเครือข่ายถนนที่โยงใยกันเหมือนในเมืองอัมสเตอร์ดัมและซีแอตเติล”

นั่นคือความคิดของคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่หยุดการพัฒนาแล้วอย่างเราล่ะมีใครคิดจะทำอะไรอย่างนี้บ้างหรือไม่?

ความคิดเห็น

comments

More in News