Connect
To Top

ปั่นทางไกล 100 กิโลเมตร ไปกับ Probike ครั้งที่ 44

เป็นครั้งที่ 44 ที่ บ.โปรไบค์ ได้จัดให้มีการขี่จักรยานร่วมกัน มีระยะทางให้เลือก 2 ช่วงคือ 100 กม.สำหรับเสือหมอบ กับ 50 กม.สำหรับเสือหมอบและเมาเท่นไบค์

การได้ขี่จักรยานไกล ทางสำหรับมือใหม่คือเรื่องยาก สำหรับคนที่ไม่เคยขี่จักรยานหรือขี่เฉพาะช่วงใกล้ๆแค่ 10-20 กว่ากิโลเมตรของสนามปิดอย่างสนามเขียวสุวรรณภูมิแล้ว การต้องทำระยะทางให้มากขึ้นอย่างน้อยสองเท่าถือว่านึกไม่ถึงทีเดียวโดยเฉพาะกับระยะทางประมาณ 50 กม.หรือประมาณสนามหลวงถึงรังสิต

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 44 ที่ บริษัท โปรไบค์ จำกัด ได้จัดให้มีการขี่จักรยานร่วมกัน เป็นทริปปิดสำหรับจักรยานแบรนด์ Trek และแบรนด์ที่ทางโปรไบค์เป็นผู้แทนจำหน่ายเช่น Klein ซึ่งมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับเทรค เป็นทริปที่มีระยะทางให้เลือก 2 ช่วงเช่นเดิมคือช่วงยาวเต็ม 100 กม.สำหรับเสือหมอบเพียงอย่างเดียว กับช่วงสั้น 50 กม.สำหรับเสือหมอบและเมาเท่นไบค์เพื่อความเหมาะสมกับขีดความสามารถหรือความต้องการของแต่ละคน

สำหรับผมเองซึ่งเป็นลูกค้าของเทรคมาตั้งแต่เริ่มปั่นจักรยานอย่างจริงจังใหม่ๆ คือใช้ Trek 800 เมาเท่นไบค์เฟรมโคร-โมลีรุ่นราคาต่ำ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเสือหมอบเฟรมอลูมินั่มรุ่นเทรค 1000 แล้วก็เปลี่ยนเป็น Trek Madone 6.9 ก่อนจะมาเป็น Trek Domane 5.2 Di2 ที่ผลิตจากคาร์บอนคอมโพสิตทั้งคู่ ในทริปนี้ผมลงขี่ในระยะทาง 50 กม.ที่ถือว่าใกล้มากๆสำหรับคนที่ปั่นเสือหมอบมานาน ด้วยเหตุผลก็คือเพราะจันทบุรีเป็นจังหวัดที่ไกลจากกรุงเทพฯ มากคือ 245 กม.การปั่นไกลถึง 100 กม.กลางแดดจ้าช่วงต้นฤดูหนาวอาจทำให้ผมเหนื่อยจนต้องจอดงีบที่ปั๊มน้ำมันระหว่างทาง การขี่แค่ 50 กม.จึงเป็นทางเลือกที่ดีทีเดียวเพื่อจะได้ไม่อ่อนเพลียมาก เพราะผมขับรถเองคนเดียวทั้งขาไปและกลับไม่มีใครมาช่วย

probike-44th-2

ครั้งนี้โปรไบค์เลือกเส้นทางสำหรับ 50 กม.ได้ดี เป็นการขี่ที่สนุกเมื่อเราสามารถเกาะกลุ่มไปได้เรื่อยๆที่ความเร็ว 20 ปลายๆถึง 30 กม./ชม.ต้นๆในเส้นทางถนนที่รถน้อยสลับกับวิวทะเลของจันทบุรีให้เห็นเป็นช่วงๆ การหมกตัวเองไว้กลางกลุ่มจะช่วยให้ออมแรงได้มากถึงเกือบครึ่ง ความพิเศษของทริปนี้คือผมต้องดูแลเพื่อนนักจักรยานมือใหม่อีกคน ซึ่งวิธีการดูแลนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากปั่นนำหน้าหรือปั่นเคียงข้างกันไปแล้วฟังเธอบ่นเรื่องความเหนื่อยและแดดร้อนไปตลอดทางจนถึงจุดให้น้ำแล้วต่อมาจนถึงเส้นชัย คือจุดเริ่มต้นปล่อยตัวนั่นเอง จากความไม่มั่นใจของมือใหม่ว่าจะปั่นไม่ครบระยะทางกลายมาเป็นความสนุกและเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นเมื่อขี่ครบ 50 กม. อันเป็นระยะไกลสุดเท่าที่เธอเคยขี่มาและเป็นการขี่ต่อเนื่องที่ไม่ได้แวะจอดตรงไหนเลยนอกจากจุดให้น้ำและอาหาร

ตรงนี้คงต้องกล่าวถึงรายละเอียดเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ คือทริป 100 กม.นี้มีไว้เพื่อเสือหมอบเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ไม่อนุญาตให้จักรยานประเภทอื่นเช่นเมาเท่นไบค์ขี่ปน ก็เพราะว่าเมาเท่นไบค์นั้นถูกออกแบบมาสำหรับเส้นทางวิบากระยะทางไม่เกิน 50 กม.เท่านั้น คือมันเป็นรถวิบากใช้ขี่เฉพาะในเส้นทางที่แม้จะดูใกล้แต่ก็ต้องใช้พลังงานมาก เหนื่อยมาก การเอามาขี่ไกลใช้ความเร็ว 20 ปลายๆถึง 30 กม./ชม.กลางๆนี้จะเป็นปัญหากับตัวคนขี่เอง คือถ้าไม่แข็งแรงจริงไม่ได้ซ้อมปั่นอยู่เสมอก็จะตามกลุ่มไม่ทัน บางครั้งพอเหนื่อยมากๆเข้าแต่พยายามฝืนก็จะเป๋ไปมาแล้วทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ดังนั้นพูดกันสั้นๆคือถ้าอยากปั่นทางไกลในทางเรียบๆเป็นกลุ่มให้ใช้เสือหมอบ ถ้าอยากไกลแต่ยังอยากใช้เมาเท่นไบค์อยู่ก็ต้องขี่คนเดียวหรือไปกับคนรู้ใจจำนวนวนน้อยๆเท่านั้นนะครับ การเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุในกลุ่มจักรยานไม่ใช่เรื่องขำหรือเรื่องเล็กๆเลยเมื่อคำนึงถึงความบาดเจ็บหรืออาจจะถึงพิการที่อาจเกิดจากเราเพียงคนเดียว

probike-44th-4

กีฬาประเภทวัดกันที่ความทนทานจนถึงปลายระยะทางหรือเอนดูแรนซ์ มีเสน่ห์อยู่ตรงที่คุณต้องทนความเจ็บปวดให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาจักรยาน วิ่งทางไกลหรือไตรกีฬาก็ตาม คนที่ทนความเจ็บปวดได้มากกว่าและนานกว่าคือผู้ชนะ ถ้าเป็นการแข่งขันคุณก็ต้องสู้กับความเจ็บปวดของตัวเองไปพร้อมกับต้องพยายามเอาชนะคู่แข่งให้ได้ แต่ถ้าเป็นแค่การปั่นทางไกลเป็นกลุ่มอย่างนี้ความพยายามเอาชนะคู่แข่งก็ถูกตัดออกไปเหลือแค่ต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เท่านั้น ตรงนี้คือสิ่งสำคัญเพราะมันเป็นชัยชนะที่ประกอบด้วยวินัยและความอดทน หากชนะตัวเองไม่ได้บังคับตัวเองไม่ได้จะทำอะไรก็คงสำเร็จได้ยาก

การจะขี่ให้ครบ 100 หรือ 50 กม.นี้ทุกคนสามารถทำได้จริงขอเพียงต้องมีปัจจัยสำคัญ 2 สิ่งคือ 1. เฟรมจักรยานต้องได้ขนาดกับตัว และ 2 ช่วงขาคือต้องพอดี คำว่า คร่อมไซส์ อันหมายถึงการใช้เฟรมเล็ก/ใหญ่กว่าขนาดจริงของตัวนั้นไม่ใช่ทางเลือก เพราะมันจะทำให้คุณเคลื่อนไหวอย่างผิดสัดส่วนแล้วผลต่อเนื่องคือจะเกิดอาการบาดเจ็บขึ้นที่ส่วนต่างๆของร่างกายเช่น ที่ไหล่ แขน ลำคอ และลำตัว ถ้าใช้เฟรมผิดขนาดยิ่งขี่ไกลก็ยิ่งบาดเจ็บ ผลสุดท้ายคืออาจต้องเลิกขี่จักรยานไปเลยหากยังไม่ได้สอบถามหรือค้นหาข้อมูลที่ถูกต้อง

สำหรับทริประยะ 50 กม.ครั้งนี้ โปรไบค์มีมุกใหม่มาเล่นให้สนุกสนานกันระหว่างพักดื่มน้ำและรับประทานอาหารในจุดชมวิวเนินนางพญา คือการยกแท่นผู้ชนะอันดับ 1, 2, 3 มาตั้งให้ทุกคนขึ้นไปยืนถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนาน เท่านั้นยังไม่พอยังมีป้ายพลาสติกแข็งให้ชูประกอบคำพูดที่ตัวเองอยากพูดด้วย เช่น “เอาที่สบายใจ”, “เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร?” และอื่นๆที่กำลังเป็นถ้อยคำยอดนิยม ได้ยินแล้วต้องอมยิ้มกันอีกหลายข้อความ นอกจากป้ายนี้แล้วถ้าใครอยากจะชูของรางวัลสำหรับการได้ยืนแป้นที่ 1 (หลอกๆ) ก็เชิญได้ตามสบาย “เอาที่สบายใจ” กันเลย มีหลายคนที่ชูชิ้นแตงโม, ขวดเครื่องดื่มเกลือแร่หรือแม้แต่กล้วยหอมกันเป็นที่ครื้นเครง ก่อนจะปั่นในระยะที่เหลือกลับถึงที่พักบริเวณหาดเจ้าหลาว

ทริปนี้เป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้เช่นกัน ใครที่พลาดแล้วอยากจะมาสนุกกับโปรไบค์อีกคงต้องรอถึงต้นเดือนมีนาคมปีหน้า คอยดูกันอีกทีว่าเมื่อถึงตอนนั้นแล้วทริป 100 กับ 50 กม.ของโปรไบค์จะมีอะไรมาให้ฮากันได้อีก
ขอขอบคุณบริษัท โปรไบค์ จำกัดที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบบางส่วน

probike-44th-1

probike-44th-7

ความคิดเห็น

comments

More in Route